สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
หน้าหลัก | เกี่ยวกับสถาบัน | งานวิจัย | งานบริการ | นโยบาย | แผนที่เวบ | ถาม-ตอบ | สมุดเยี่ยม | ค้นหา
แจ้งเตือนเกษตรกร : เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรค Early Mortality Syndrome (EMS)
ภาพที่ 1 ภาพแสดงท่อตับของกุ้งขาว (ภาพขวา) ท่อตับถูกทำลายและมีเซลล์เม็ดเลือดจำนวนมากมาล้อมรอบท่อที่ถูกทำลาย; กำลังขยาย 50 เท่า, (ภาพซ้าย) ภาพขยายบริเวณท่อตับที่มีเซลล์เม็ดเลือดจำนวนมากล้อมรอบ; กำลังขยาย 100 เท่า
ภาพที่ 1 ภาพแสดงท่อตับของกุ้งขาว (ภาพขวา) ท่อตับถูกทำลายและมีเซลล์เม็ดเลือดจำนวนมากมาล้อมรอบท่อที่ถูกทำลาย; กำลังขยาย 50 เท่า, (ภาพซ้าย) ภาพขยายบริเวณท่อตับที่มีเซลล์เม็ดเลือดจำนวนมากล้อมรอบ; กำลังขยาย 100 เท่า
ชมภาพ 1271
ภาพที่ 2  ภาพแสดงท่อตับของกุ้งขาวที่ถูกทำลายอย่างรุนแรง; กำลังขยาย 100 เท่า
ภาพที่ 2 ภาพแสดงท่อตับของกุ้งขาวที่ถูกทำลายอย่างรุนแรง; กำลังขยาย 100 เท่า
ชมภาพ 979
หน้าแรก
หน้าแรก
ชมภาพ 903
หน้าหลัง
หน้าหลัง
ชมภาพ 906
ลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)จากเวียดนาม: ซ้าย ตรวจพบ AHPNS;        ขวา ปกติ
ลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)จากเวียดนาม: ซ้าย ตรวจพบ AHPNS; ขวา ปกติ
ชมภาพ 604
เอกสารฉบับเต็ม อ่านง่าย
โหลดไฟล์ 1178
แผ่นพับ
โหลดไฟล์ 794
ผู้เขียน: โดย สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่ง
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
วันที่เขียน: 26/02/2012 วันที่ปรับปรุง: 02/05/2013 อ่าน 13,219 ความเห็น 10
โรค EMS พบทั้งในกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) และกุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei) โดยเกิดโรคภายใน 20 - 30 วันหลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ในช่วงแรกกุ้งในบ่อไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างเด่นชัด ไม่มีอาการเกยขอบบ่อ แต่จะเริ่มพบกุ้งตายในยอและตายที่ก้นบ่อ หลังจากนั้นจะพบซากกุ้งลอยขึ้นมา กุ้งทยอยตายและอาจมีการตายสูงถึง 100% ภายในเวลาประมาณ 30 วัน ในบ่อที่มีการตายมากพบกุ้งมีอาการว่ายน้ำเฉื่อย เซื่องซึม กินอาหารลดลง เปลือกนิ่มและมีสีเข้มขึ้น ตับลีบ นิ่ม ซีดหรือสีคล้ำเพราะถูกทำลายจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปัจจุบัน
เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรค Early Mortality Syndrome (EMS)

Early mortality syndrome หรือ EMS เป็นโรคใหม่ที่พบในฟาร์มเลี้ยงกุ้งแถบเอเชีย
มีรายงานข่าวว่าพบการเกิดโรค EMS ครั้งแรกในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2553 ต่อมาในปี 2554 พบในประเทศเวียตนามและมาเลเซีย

โรค EMS พบทั้งในกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) และกุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei) โดยเกิดโรคภายใน 20 - 30 วันหลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ในช่วงแรกกุ้งในบ่อไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างเด่นชัด ไม่มีอาการเกยขอบบ่อ แต่จะเริ่มพบกุ้งตายในยอและตายที่ก้นบ่อ หลังจากนั้นจะพบซากกุ้งลอยขึ้นมา กุ้งทยอยตายและอาจมีการตายสูงถึง 100% ภายในเวลาประมาณ 30 วัน ในบ่อที่มีการตายมากพบกุ้งมีอาการว่ายน้ำเฉื่อย เซื่องซึม กินอาหารลดลง เปลือกนิ่มและมีสีเข้มขึ้น ตับลีบ นิ่ม ซีดหรือสีคล้ำเพราะถูกทำลายจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปัจจุบัน

จากข้อมูลการศึกษาโดย Dr. Lightner (2012) ซึ่งได้ทำการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบันพบว่าโรค EMS ที่เกิดในกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวมีลักษณะพยาธิสภาพของโรค EMS ที่เหมือนกัน โดยตัวอย่างกุ้งที่เก็บมาศึกษาทางเนื้อเยื่อแสดงให้เห็นความผิดปกติที่บริเวณตับและตับอ่อน (hepatopancreas) เริ่มจาก epithelial cell ของตับและตับอ่อนถูกทำลาย การสะสมของไขมันลดลงในตับอ่อนลดลงทั้งในรูปของ fat storage cell vesicle และ oil droplet และการทำงานของเซลล์ที่มีหน้าที่หลั่งสารลดลง ในกุ้งที่มีอาการรุนแรงมากพบว่าไขมัน เซลล์ของตับและตับอ่อน และเซลล์ที่ทำหน้าที่หลั่งสารถูกทำลายมากขึ้นและหลุดสู่ช่องของท่อตับ ในระยะท้ายของโรคมีการติดเชื้อซ้ำ (secondary infection) อย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นโดยเชื้อฉวยโอกาสพวกวิบริโอ ในที่สุดกุ้งที่ติดเชื้อจะตายจากการที่ตับและตับอ่อนไม่สามารถทำงานได้ และการติดเชื้อแบคทีเรียวิบริโอในช่วงท้ายของโรค ซึ่งพบว่าพยาธิสภาพของตับและตับอ่อนที่ถูกทำลายน่าจะเกิดจากสารพิษ โดยพบลักษณะที่คล้ายคลึงกับในกุ้งที่ได้รับ aflatoxin B1 และ benomyl จึงได้มีการศึกษาการติดเชื้อโดยใช้อาหารสำเร็จรูปที่เก็บจากฟาร์มกุ้งที่พบโรค รวมทั้งยาและสารเคมีที่ใช้กันมากในพื้นที่ที่เกิดโรคเพื่อฆ่าพาหะของโรคตัวแดงดวงขาวในการเตรียมบ่อก่อนลงลูกกุ้ง อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดโรค EMS ได้ในห้องปฎิบัติการ จึงยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของโรคนี้

สำหรับในประเทศไทยนั้น หน่วยงานของสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งได้เฝ้าระวังและติด ตามตรวจสอบการเกิดโรค EMS ในกุ้งขาวแวนนาไมมาโดยตลอด ซึ่งพบว่าในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ถึงต้นปี พ.ศ. 2555 มีการตายของกุ้งที่คล้ายกับโรค EMS เกิดขึ้นในพื้นที่เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกของประเทศ โดยเกิดการตายของกุ้งภายใน 20 - 30 วันหลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยกุ้งที่ป่วยในเบื้องต้นนั้นในบางรายตรวจพบเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือหัวเหลือง แต่ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้ เกิดโรคในปัจจุบัน นอกจากนั้นตรวจพบแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอในตับและตับอ่อนของกุ้งป่วย ซึ่งเมื่อศึกษาเนื้อเยื่อตับของกุ้งพบว่าตับและตับอ่อนมีการอักเสบและถูกทำลาย (ภาพที่ 1 และ 2) แต่เมื่อนำเชื้อแบคทีเรียไปทดสอบยืนยันพบว่ายังไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้

ในเบื้องต้นนี้ การตายของกุ้งในช่วงดังกล่าวยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งอาจเนื่องมาจากเชื้อโรคชนิดใหม่ พันธุ์กุ้ง อาหาร สภาพแวดล้อม หรือการจัดการบ่อที่ไม่ดีนั้นยังไม่มีการยืนยัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากโรคมีแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ขยายไปในวงกว้างขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จึงมีข้อแนะนำ ดังนี้

1. ควรมีการเตรียมบ่อที่ดี กำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อและตากบ่อให้แห้ง ฆ่าพาหะและฆ่าเชื้อในบ่อ
2. ควรมีบ่อพักน้ำ และฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำมาใช้เลี้ยงกุ้ง เช่น คลอรีน หรือ ไอโอดีน
3. คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีและแข็งแรงลงเลี้ยง ควรผ่านการตรวจสุขภาพทั่วไปและปลอดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตราย
4. ไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่น หากปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไปจะทำให้ควบคุมและจัดการบ่อได้ยากซึ่งจะทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และเกิดโรคต่างๆได้ง่าย
5. มีการจัดการอาหารที่ดี ใช้อาหารที่มีคุณภาพ และไม่ควรให้อาหารปริมาณมากเกินไปเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของกุ้ง ซึ่งทำให้อาหารเหลือจมสู่ก้นบ่อ พื้นบ่อเน่า สีน้ำล้ม กุ้งเครียดและอ่อนแอ
6. ควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ และไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งดูแลรักษาพื้นบ่อไม่ให้เกิดการเน่าเสีย
7. กรณีเกิดโรคหรือมีอาการน่าสงสัย เกษตรกรควรรีบส่งตัวอย่างกุ้งให้หน่วยงานของกรมประมงตรวจวินิจฉัย เพื่อการป้องกันและแก้ไขได้ทันท่วงที
8. เมื่อเกิดโรคต้องทำการฆ่าเชื้อกุ้งและน้ำในบ่อที่เกิดโรค โดยใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อและทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วันก่อนปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำภายนอก เพื่อควบคุมการแพร่ กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่น

เอกสารอ้างอิง
Lightner, D.V., Redman, R. M., Pantoja, C. R., Noble, B. L. and Tran, L. 2012. Early Mortality Syndrome Affects Shrimp In Asia. Global Aquaculture Advocate 15(1): 40.

ก่อนหน้า | หน้า -1- | ถัดไป 3 รายการ
ตับและตับอ่อนที่ซีดขาวและฝ่อลีบของลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)ที่ตรวจพบ AHPNS
ตับและตับอ่อนที่ซีดขาวและฝ่อลีบของลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)ที่ตรวจพบ AHPNS
ชมภาพ 715
ตับและตับอ่อนที่ซีดขาวและฝ่อลีบของลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)จากเวียดนามที่ตรวจพบ AHPNS
ตับและตับอ่อนที่ซีดขาวและฝ่อลีบของลูกกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei)จากเวียดนามที่ตรวจพบ AHPNS
ชมภาพ 626
ลักษณะตับและตับอ่อนปกติของกุ้ง พร้อมทั้งแสดงบริเวณเขตเซลล์ R, B, F และ E (ในสี่เหลี่ยม)
ลักษณะตับและตับอ่อนปกติของกุ้ง พร้อมทั้งแสดงบริเวณเขตเซลล์ R, B, F และ E (ในสี่เหลี่ยม)
ชมภาพ 533

ก่อนหน้า | หน้า -1- | ถัดไป 10 รายการ
ID ความเห็น
0292 ตอนนี้ผมกับเพื่อนกำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้อยู่ครับ เหมือนกันเลยครับกับที่ผมได้อ่านมาข้างต้น ผมกับเพื่อนลองผิดลองถูกมาหลายวิธีตาม
คำแนะนำแต่ก็ไม่มีอาการดีขึ้นเลย ประมาณว่าผมกับเพื่อนยิ่งยุ่งกับมันๆยิ่งตายในความคิดของเด็กวัยรุ่นที่ไม่เคยมีประสบการการเลี้ยงกุ้ง
เลย(ผมกับเพื่อน)ถ้าไม่อยากให้ยุ่งก็จะไม่ยุ่งในตอนนี้ผมกับเพื่อนก็พามันมาได้ 60 วันแล้วครับ เพราะผมกับเพื่อนเลือกใช้วิธีไม่ยุ่งไม่
รบกวนถ้ายังไม่หายดีใครเห็นแล้วหัวเราะหาว่าผมกับเพื่อนช๊อตบ้างต่างๆนาๆเพราะทุกอย่างที่ทำมันแตกต่างจากบ่ออื่นๆรอบข้างเกือบทุก
อย่างเลยครับแต่ผมคิดว่าได้ผลดีด้วยกับบ่อที่ผมกับเพื่อนเลี้ยงอยู่ ผมอยากได้คำชีแนะจากพวกพี่ๆครับว่าวิธีที่ผมใช้มันพอจะเป็นไปได้หรือ
ป่าวครับ ขอบคุณที่อ่านครับผม

ความเห็นโดย : คิดแล้วทำซิ วันที่เขียน : 25/08/2014 เวลา 04:24:40
0289 วิธีแก้ไม่ให้กุ้งตัวนิม

ความเห็นโดย : กลาง วันที่เขียน : 30/07/2014 เวลา 20:27:39
0277 การใช้ไคโตซานจะช่วยให้กุ้งแข็งแรง และไม่ให้อาหารจมเร็วน้ำจะไม่เน่าเสียง่าย

ความเห็นโดย : จ่าชัย วันที่เขียน : 24/01/2013 เวลา 20:23:39
0269 ความกดอากาศเกี่ยวรึเปล่าครับ

ความเห็นโดย : ณัฐพล วันที่เขียน : 18/11/2012 เวลา 10:37:49
0266 อยากทราบว่า เชื้อนี้จะติดกับกุ้งก้ามกามหรือเปล่า จะลงทุนเลี้ยงกุ้งก้ามกาม แล้วเชื้อตัวนี้
เกิดขึ้น ในสภาพมีแต่บ่อที่เลี้ยงกุ้งขาวมาก เป็นแหล่งที่ติดเชื้อ ems ค่ะ

ความเห็นโดย : อ้อมใจ วันที่เขียน : 03/10/2012 เวลา 19:10:26
0264 เจอหลายบ่อหลังฝนตก ก่อนวันพระ1วัน วันพระ หลังวันพระ1วัน

ความเห็นโดย : อริโซน่า วันที่เขียน : 17/09/2012 เวลา 11:20:52
0263 ควรจะมีงานวิจัยและทดลองถึงสาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคและข้อมูลทางสถิติ ขอบคุณครับ

ความเห็นโดย : พิราบขาว วันที่เขียน : 11/09/2012 เวลา 17:32:17
0260 เจอหลายบ่อแล้วครับ

ความเห็นโดย : วัฒนา วันที่เขียน : 31/07/2012 เวลา 18:18:46
0257 ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

ความเห็นโดย : กุ้งขาว วันที่เขียน : 12/06/2012 เวลา 17:00:48
0251 เป็นข้อมูลที่ดี หากเป็นไปได้ ช่วยให้มีเรื่องราวดีๆแบบนี้ออกมาเรื่อยๆนะครับ

ความเห็นโดย : เอกอนันต์ วันที่เขียน : 30/05/2012 เวลา 13:15:13
ก่อนหน้า | หน้า -1- | ถัดไป 10 รายการ
ความเห็น
ข้อความ /รายละเอียด
รหัสป้องกันบอร์ด ชื่อ
รับชมเวบได้ดีที่สุด ที่ความกว้าง 1,024 พิกเซล สถิติเยี่ยมชมเวบ
130/2 ถ. ติณสูลานนท์ หมู่ 8 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 90100 โทร. 0-7433-5244-8 โทรสาร 0-7433-5243 พิกัด GPS : 100.582/7.16173
Create time for this page 0.66107583046 Second.